เคล็ดลับสุขภาพ และความงาม รวมเคล็ดลับการดูแลสุขภาพ ความสวยความงาม
ไม้กฤษณา

เพราะสรรพคุณทางยา ไม้กฤษณา จึงมีราคาแพงลิบลิ่ว

กฤษณา เป็นชื่อไม้หอม ที่มากด้วยคุณค่าเป็นที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ ปัจจุบันจัดเป็นไม้หอมที่มีราคาแพงที่สุดในโลกก็ว่าได้ ด้วยคุณประโยชน์มากมายมหาศาลทำให้กฤษณาเป็นที่ต้องการทั้งในระดับท้องถิ่นไปจนถึงอุตสาหกรรมในหลายประเทศทั่วโลก ทั้งสรรพคุณทางยาสมุนไพรใช้บรรเทาสารพัดโรค และเป็นส่วนผสมในอุตสาหกรรมการสร้างกลิ่นหอมเพื่อการบำบัดหรือ อโรมาเทอราปี และอุตสาหกรรมน้ำหอมที่ใช้ผลิตผลจากไม้กฤษณาในการแต่งกลิ่น จึงมีการรณรงค์ให้เพาะปลูกไม้กฤษณาเพื่อการพาณิชย์มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในแถบอาเซียน ได้แก่ ประเทศไทย ,ลาว, อินโดนีเซีย ,มาเลเซีย และเวียดนาม

สำหรับประเทศไทย มีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2561 ที่ผ่านมาได้ปลดล็อกพรรณไม้ยืนต้น 58 ชนิด หนึ่งในนั้นคือ ไม้กฤษณา โดยให้ใช้พรรณไม้ดังกล่าวซึ่งเพาะปลูกในที่ดินของตน เป็นหลักทรัพย์ในการค้ำประกันเงินกู้จากสถาบันการเงินต่าง ๆ ได้โดยถูกกฏหมาย

กฤษณาเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ มีความสูงประมาณ 18-30 เมตร รอบลำต้นยาวประมาณ 1.5-2 เมตร ลักษณะต้นเป็นทรงพุ่มเจดีย์รูปกรวย ลำต้นตรง เปลือกสีเทาอมขาว ลำต้นมีรูระบายอากาศสีน้ำตาลอ่อน พบมากในแถบป่าดงดิบและที่ราบใกล้กับแม่น้ำลำธาร ในแถบเอเชียเขตร้อน ในเอเชียใต้แถบประเทศอินเดีย ปากีสถาน ภูฏาน ศรีลังกา เป็นต้น และทางเอเชียเหนือไปจนถึงประเทศจีน รวม 15 ชนิด สำหรับในประเทศไทยพบว่ามี กฤษณาอยู่ 3 สายพันธุ์ได้แก่ 1.Aquilaria crassna Pierre พบในแถบภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2.Aquilaria malaccensis Lamk พบในภาคใต้ 3.Aquilaria subintegra Ding Hau พบได้เฉพาะในภาคตะวันออกของประเทศ

คุณภาพของเนื้อไม้ขึ้นอยู่กับปริมาณของน้ำมันภายในเซลล์ของเนื้อไม้ โดยแบ่งออกเป็น 4 เกรด ได้แก่ เกรด 1 ไม้ลูกแก่น มีน้ำมันสะสมกระจายอยู่ทั่วเนื้อไม้ ทำให้มีสีดำและมีกลิ่นหอมคล้ายกับกลิ่นจันทน์หิมาลัยและอำพันขี้ปลา เมื่อนำมาเผาไฟจะให้เปลวไฟโชติช่วง ราคากิโลกรัมละ 15,000-20,000 บาท ต่อมาคือเกรด 2 มีน้ำมันและกลิ่นหอมรองลงมา เนื้อไม้สีน้ำตาล มีกลิ่นหอมเหมือนน้ำมันดอกยี่สุ่น ราคาประมาณกิโลกรัมละ 8,000-10,000 บาท ส่วนเกรด 3 มีน้ำมันและกลิ่นหอมรองลงมา น้ำหนักเบากว่าน้ำ จึงทำให้ลอยน้ำ ราคากิโลกรัมละ 1,000-1,500 บาท และเกรด 4 มีกลิ่นหอมและน้ำมันสะสมน้อย ลอยน้ำ จึงมีราคาเพียงกิโลกรัมละ 400-600 บาท สำหรับวิธีทดสอบน้ำมันกฤษณาในเนื้อไม้ สังเกตได้จากการนำไม้ไปลอยน้ำ ถ้าไม้เกิดกฤษณามากก็จะจมน้ำ และมีสีดำแทรกในเนื้อไม้เป็นจำนวนมาก นำมาเผาไฟจะให้กลิ่นหอม

สรรพคุณทางยาตามตำรายาไทยระบุว่า เนื้อไม้กฤษณาซึ่งเป็นสีดำ มีกลิ่นหอม รสขม ใช้ปรับธาตุ บำรุงโลหิตและหัวใจ ใช้ผสมยาหอม ทำให้หัวใจชุ่มชื่น บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง แก้ลมวิงเวียนศีรษะ บำรุงตับและปอด ช่วยลดเสมหะ แก้อาเจียน รักษาอาการท้องร่วง และไข้ต่าง ๆ ดื่มแก้ร้อนในกระหายน้ำ เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยรักษาโรคผิวหนังต่าง ๆ และ โรคมะเร็ง

นอกจากนี้ยังมีการนำน้ำมันจากเมล็ดและแก่นไม้ มาผสมกับตัวยาตำรับต่าง ๆ เช่น ตำราพระโอสถพระนารายณ์ ตำรับยาขี้ผึ้งบี้พระเส้น หรือยาถูนวดเส้น ตำรับยาน้ำมันมหาวิศครรภราชไตล ทำให้โลหิตไหลเวียนดี ยามโหสถธิจันทน์ เป็นยาแก้ไข้ตัวร้อน และยังปรากฏเป็นส่วนประกอบในตำรับยาหอมเทพจิตร ส่วนในประเทศมาเลเซีย นิยมนำเอากฤษณาผสมกับน้ำมันมะพร้าว เพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อยและบรรเทาอาการของโรครูมาติซัม ในตำรายาพื้นบ้านของอินเดีย ใช้เป็นส่วนผสมของยาหอมบำรุงหัวใจ ใช้ขับลมและแก้ปวด รักษาอาการอัมพาตและรักษาโรคมาลาเรีย ในประเทศอาหรับ นิยมใช้ผงไม้กฤษณาโรยเสื้อผ้าและผิวหนังเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกตัวเรือด ตัวไรกัด ในประเทศจีน นิยมนำมาใช้ผสมยาแก้ไอ แก้อาเจียน แก้หอบหืด เป็นต้น

อย่างไรก็ตามแม้ว่าไม้กฤษณาจะมีราคาแพงลิบลิ่วด้วยสรรพคุณทางยาและคุณประโยชน์อย่างมากมายมหาศาลในเชิงอุตสาหกรรมของตลาดโลก แต่กว่าจะได้ไม้กฤษณาที่ให้น้ำมันเกรดที่ดีมีราคาสูง ก็ต้องอาศัยการใช้เทคนิคต่าง ๆ มากมายในการกระตุ้นให้กฤษณาผลิตน้ำมัน และใช้ระยะเวลาในการเพาะปลูกไม่น้อยกว่า 10 ปี เลยทีเดียว

ดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ ให้แข็งแรงและมีความสุข

© 2020 Charlieloveblues All Rights Reserved